หอการค้าไทย เดินหน้าผนึกกำลังกับ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ขับเคลื่อนโครงการ Reinvent Thailand เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการ SMEs ไทย ผ่านแนวคิด “พี่ช่วยน้อง” และโมเดล Supply Chain Financing สร้างระบบนิเวศทางการเงินที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย
นายธวัชชัย เศรษฐจินดา กรรมการเลขาธิการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าศักยภาพ และเผชิญกับอาการ “โตช้า แข่งขันไม่ได้ และเหลื่อมล้ำ” ซึ่งเป็นผลมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ในขณะที่ผู้ประกอบการ SMEs ประสบปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ สะท้อนจากตัวเลขการเข้าถึงสินเชื่อที่ติดลบ ทั้งนี้ เสียงจากผู้ประกอบการพบว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่อัตราดอกเบี้ย แต่อยู่ที่หลักเกณฑ์การพิจารณาที่เข้มงวดจากสถาบันการเงิน ดังนั้น โครงการ Reinvent Thailand ถูกริเริ่มขึ้นเพื่อเป็น Platform สำหรับการสร้างสรรค์นโยบายที่นำไปสู่การปฏิบัติจริงร่วมกัน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างพลวัตใหม่ให้อนาคตเศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน ภายใต้ความร่วมมือของ 3 ประสานหลัก คือ ภาคเอกชน ที่เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน ภาครัฐ ที่สนับสนุนและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับตัว และ ภาคการเงิน ที่ช่วยจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้ร่วมขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวกับ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โดยการจัดสัมมนาภายใต้โครงการ Reinvent Thailand ระหว่างวันที่ 11–12 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการ SMEs ไทย ผ่านกลไกความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ภาครัฐ และสถาบันการเงิน ในรูปแบบ Ecosystem ที่เชื่อมโยงทั้งเงินทุน เทคโนโลยี และข้อมูลดิจิทัลเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยแบ่งเป็น 2 หัวข้อหลัก ได้แก่ 1) “SMEs Reinvent: Fast Track to Future Growth” และ 2) “Corporate Synergy: Strengthening Your Supply Chain”
หนึ่งในแนวทางการช่วยเหลือ SMEs คือการขับเคลื่อนแนวคิด “พี่ช่วยน้อง” ผ่านโมเดล “Supply Chain Financing” โดยอาศัยความร่วมมือจากเครือข่ายธุรกิจขนาดใหญ่ ที่มีสถานะทางการเงินแข็งแกร่ง ช่วยสนับสนุนให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่เป็นคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากภาคธนาคารได้ง่ายขึ้น ด้วยต้นทุนทางการเงินที่ต่ำลง ยกระดับความยั่งยืนของ Supply Chain ไม่ให้ SMEs ที่มีศักยภาพต้องปิดกิจการลง โดยมุ่งเน้นใน 6 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ได้แก่ เกษตรและอาหาร, ยานยนต์, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, สุขภาพและการแพทย์, ท่องเที่ยว และค้าปลีก รวมถึง Supply Chain โลจิสติกส์
ภายใต้โครงการ Reinvent Thailand ยังให้ความสำคัญกับการสร้างพลวัตแวดล้อมโดยใช้โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินดิจิทัล (Digital Financial Platform) ควบคู่กับการใช้แพลตฟอร์ม “PromptBIZ” เชื่อมโยงข้อมูลทางการค้าตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ที่ทำธุรกิจกับทั้งบริษัทขนาดใหญ่และหน่วยงานภาครัฐ โดย PromptBIZ ช่วยให้ข้อมูลทางการค้า เช่น ใบแจ้งหนี้ (Invoice) ถูกจัดเก็บและส่งต่อในรูปแบบดิจิทัลอย่างเป็นระบบ ทำให้ธนาคารสามารถตรวจสอบธุรกรรม วิเคราะห์ความเสี่ยง และใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น ส่งผลให้ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุนหมุนเวียนได้ง่ายขึ้น ลดข้อจำกัดด้านเอกสาร และมีต้นทุนทางการเงินที่ต่ำลง
นอกจากนี้โครงการ Reinvent Thailand ยังมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างครบวงจร อาทิ “สินเชื่อ Soft Loan” อัตราดอกเบี้ยพิเศษ ปีที่ 1-2 ไม่เกิน 3.5% ต่อปี และ ปีที่ 3-5 ไม่เกิน 5% ต่อปี เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนทางการเงินในระยะเริ่มต้น เสริมความสามารถในการบริหารกระแสเงินสด และสนับสนุนการลงทุนเพื่อยกระดับผลิตภาพ “สินเชื่อเฉพาะทางเพื่อการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์จากธนาคารกรุงไทย” รองรับการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของภาคธุรกิจ เช่น สินเชื่อ Robotics & Automation สินเชื่อ Medical & Healthcare สินเชื่อกรุงไทยเพื่อความยั่งยืน (ESG) พร้อมกันนี้ ยังมีกลไกค้ำประกันเพื่อขยายโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน ทั้งโครงการ SMEs Credit Boost จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และโครงการค้ำประกัน บสย. Quick Big Win จาก บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ซึ่งจะช่วยลดข้อจำกัดด้านหลักประกัน เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพแต่ขาดทรัพย์สินค้ำประกัน สามารถเข้าถึงวงเงินสินเชื่อได้มากยิ่งขึ้น
โครงการ Reinvent Thailand ถือเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจผ่านความร่วมมือเชิงระบบ (Collaborative Ecosystem) โดยมีเครื่องมือทางการเงินดิจิทัลเป็นกลไกหลักในการยกระดับ SMEs ไทย มีการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีอัตราดอกเบี้ยพิเศษ สอดรับกับกลไกการค้ำประกัน และแพลตฟอร์มข้อมูลกลางอย่าง PromptBIZ ที่ช่วยลดข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง เพิ่มความโปร่งใส และสร้างโอกาสเข้าถึงเงินทุนอย่างเป็นธรรม ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาสภาพคล่องในระยะสั้น แต่ยังวางรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืนของภาคธุรกิจไทยในระยะยาว

































