ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย (TCC-CI) ประจำเดือนพฤษภาคม 2569 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยอยู่ที่ระดับ 41.7 ลดลงจากระดับ 42.2 ในเดือนเมษายน 2569 สะท้อนความกังวลของภาคธุรกิจต่อภาวะเศรษฐกิจที่ยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ แม้จะมีสัญญาณบวกจากการส่งออก การท่องเที่ยว และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐก็ตาม
ผลสำรวจพบว่า ผู้ประกอบการยังมีความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และต้นทุนภาคเกษตรกรรม ขณะที่ราคาน้ำมันขายปลีกภายในประเทศปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ประกอบกับเงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อยจากแรงกดดันด้านพลังงานและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
นอกจากนี้ ภาคธุรกิจยังเผชิญปัญหาต้นทุนการดำเนินงานที่อยู่ในระดับสูง ทั้งด้านพลังงาน ค่าขนส่ง และปัจจัยการผลิต ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีความระมัดระวังในการลงทุนและการจ้างงานมากขึ้น ขณะที่ปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในหลายพื้นที่ ส่วนราคาสินค้าเกษตรสำคัญบางชนิด เช่น ข้าวเปลือกเจ้าและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าปีก่อน ส่งผลต่อรายได้และกำลังซื้อของเกษตรกรในหลายจังหวัด
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกที่ช่วยพยุงความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ ได้แก่ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ที่เปิดให้ลงทะเบียนเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมและเริ่มใช้สิทธิในเดือนมิถุนายน 2569 การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2569 ที่ร้อยละ 2.8 รวมถึงการส่งออกไทยที่ขยายตัวร้อยละ 23.12 ในเดือนเมษายน 2569 สะท้อนการฟื้นตัวของภาคการค้าระหว่างประเทศ
ในด้านตลาดทุน ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 1,493.69 จุด ณ สิ้นเดือนเมษายน เป็น 1,568.37 จุด ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม สะท้อนมุมมองเชิงบวกของนักลงทุนต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนและตลาดระยะไกล โดยเฉพาะยุโรปและสหรัฐอเมริกา
เมื่อพิจารณาองค์ประกอบของดัชนีความเชื่อมั่น พบว่าดัชนีในทุกภาคส่วนยังคงปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า โดยเฉพาะด้านการลงทุน ภาคอุตสาหกรรม ภาคการค้า การค้าชายแดน และการจ้างงาน สะท้อนถึงความระมัดระวังของภาคธุรกิจต่อสถานการณ์เศรษฐกิจและต้นทุนการดำเนินงานที่ยังอยู่ในระดับสูง
ทั้งนี้ ภาคเอกชนเห็นว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี ยังต้องอาศัยมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษากำลังซื้อภายในประเทศ ลดภาระต้นทุนของภาคธุรกิจ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการ นักลงทุน และประชาชน
แนวทางการดำเนินการในการแก้ไขปัญหา
- แนวทางรับมือกับวิกฤตต้นทุนพลังงานโดยจำเป็นต้องตรึงราคาหรือพยุงราคาน้ำมันดีเซลและก๊าซหุงต้มอย่างต่อเนื่องเพื่อลดภาระต้นทุนภาคขนส่งมวลชนและขนส่งสินค้า
- เร่งรัดเตรียมความพร้อมระบบชลประทาน และจัดหาแหล่งกักเก็บน้ำชุมชนรองรับภัยแล้ง พร้อมส่งเสริมและให้ความรู้เกษตรกรในการปรับเปลี่ยนมาปลูกพืชใช้น้ำน้อย หรือวางแผนการเพาะปลูกให้สอดรับกับปริมาณน้ำในพื้นที่
- มาตรการแก้หนี้สินโดยขยายหรือสานต่อโครงการปรับโครงสร้างหนี้ พักชำระหนี้ หรือมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและกลุ่ม SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน
- บังคับใช้มาตรการควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตรอย่างเข้มงวดเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นควัน พร้อมสร้างแรงจูงใจแก่พื้นที่ที่ร่วมมือ
- ส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศอย่างต่อเนื่องเพื่อพยุงภาคบริการและการจ้างงานในพื้นที่ให้ยังคงเติบโต
- การรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการส่งออกและภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน






















