ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย (TCC-CI) ประจำเดือนมีนาคม 2569 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยอยู่ที่ระดับ 43.3 ลดลงจากระดับ 44.5 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจยังคงปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

ผลการสำรวจพบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 38.3 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคตอยู่ที่ระดับ 48.3 โดยทุกหมวดธุรกิจสำคัญปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็นภาคการบริโภค การลงทุน การท่องเที่ยว ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม ภาคการค้า ภาคบริการ และการจ้างงาน สะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวอย่างเปราะบาง
ปัจจัยลบสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในเดือนนี้ มาจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กดดันต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจ ทั้งในด้านพลังงาน ค่าขนส่ง และปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ขณะเดียวกัน ปัญหาค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้กำลังซื้อของประชาชนชะลอตัว บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยยังไม่คึกคัก นอกจากนี้ ราคาสินค้าเกษตรสำคัญหลายรายการยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับปีก่อน ส่งผลให้รายได้ของเกษตรกรเพิ่มขึ้นไม่มากนัก ขณะที่ตลาดการเงินมีความผันผวน โดยดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ปรับตัวลดลง และค่าเงินบาทอ่อนค่าลงจากแรงกดดันของราคาพลังงานโลก รวมถึงความกังวลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะถัดไป
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกที่ช่วยพยุงความเชื่อมั่น ได้แก่ ความชัดเจนทางการเมืองภายในประเทศหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการส่งออกที่ขยายตัวต่อเนื่อง และการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะจากตลาดจีนและตลาดระยะไกล ซึ่งช่วยสนับสนุนภาคบริการและการท่องเที่ยวของประเทศ
เมื่อพิจารณาสถานการณ์เศรษฐกิจในระดับจังหวัด พบว่า ทุกภูมิภาคของประเทศมีดัชนีความเชื่อมั่นปรับตัวลดลง โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ภาระหนี้ครัวเรือน และปัญหาสภาพอากาศ ขณะที่ภาคตะวันออกยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และภาคใต้ยังมีแรงหนุนจากการท่องเที่ยว แม้จะเผชิญกับข้อจำกัดด้านต้นทุนและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

แนวทางการดำเนินการในการแก้ไขปัญหา
- แนวทางรับมือกับวิกฤตความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อปริมาณ และราคาพลังงานโลก
- การบริหารจัดการต้นทุนของปัจจัยการผลิตโดยเฉพาะราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ และราคาปุ๋ยทางการเกษตร
- การบริหารจัดการน้ำเพื่อรับมือภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลางและภาคอีสาน เพื่อรับประกันว่าจะมีน้ำเพียงพอสำหรับทั้งภาคการเกษตรและการอุปโภคบริโภคในช่วงฤดูแล้งที่รุนแรงขึ้นในปีนี้
- การสร้างโอกาสให้ธุรกิจเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น รวมทั้งการอุดหนุนต้นทุนการทำธุรกิจที่เพิ่มขึ้น
- การคุ้มครองผู้ประกอบการไทยจากทุนต่างชาติเพื่อป้องกันการทุ่มตลาดจากสินค้าและธุรกิจต่างชาติที่เข้ามาแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร
- แนวทางแก้ไขความขัดแย้งบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อความปลอดภัยของประชาชน และทำให้เศรษฐกิจในพื้นที่ให้กลับมาฟื้นตัว
- มาตรการแก้หนี้ครัวเรือนและหนี้เสีย (NPL) เพื่อให้ประชาชนกลับมามีกำลังซื้อและเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้
- การยกระดับแรงงานทักษะสูงให้ตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อลดปัญหาขาดแคลนแรงงาน
- การรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการส่งออกและภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน
ทั้งนี้ ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่า ภาคธุรกิจยังคงเผชิญกับแรงกดดันหลายด้าน โดยเฉพาะต้นทุนพลังงาน ค่าครองชีพ และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป






















