วันที่ 30 กันยายน 2568 หอการค้าไทยร่วมกับพี่เลี้ยงโตโยต้า จัดกิจกรรม On-site Visit & BB Business Academy ณ โรงงานประกอบรถยนต์โตโยต้าเกตเวย์ จ.ฉะเชิงเทรา โดยมีบริษัทน้องBig Brother 9 ให้ความสนใจเข้าร่วมกว่า 70 ท่าน พี่เลี้ยงโตโยต้ามีประเด็นสำคัญที่ถ่ายทอดให้กับบริษัทน้องในวันนี้ ประกอบด้วยสิ่งสำคัญของได้เยี่ยมชมโรงงานประกอบรถยนต์โตโยต้าเกตเวย์ ซึ่งเป็นประเภทรถเก๋งทุกรุ่น ประยุกต์หลักการทำคาราคูริ ไคเซน คือ การเปลี่ยนความคิดตัวเอง คิดที่จะทำให้ดีขึ้นด้วยตัวเอง ทำอย่างไรให้การทำงานง่ายที่สุด และอยากจะขจัดงานที่อันตรายให้หมดไป และอยากประหยัดพลังงาน หรือลดต้นทุนพร้อมทำการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
ประเด็นสำคัญในการสร้างสรรค์งานคาราคูริ ไคเซน สรุปได้ดังนี้
- การคิดแบบพื้นฐานการเลียนแบบจะทำให้เรียนรู้และเข้าใจได้ง่ายขึ้น จุดเด่นคือ แนวคิดที่สร้างสรรค์
- มองเห็นในชีวิตประจำวัน และทำให้เกิดแนวคิด เพื่อก่อเกิดIdea สร้างความสนุกและพัฒนาความคิด
- ใช้ลักษณะของชิ้นงานให้เป็นประโยชน์ และทดลองทำเป็นโมเดลจำลองแบบง่ายๆก่อน
- มีการคำนึงถึงแหล่งกำเนิดแรงและวิธีการส่งผ่านแรง
หลักการทำคาราคูริ ไคเซน ช่วยปรับปรุงทำให้ประสิทธิภาพการผลิตได้ประสิทธิภาพที่ดีขึ้น โดยผ่านการมองปัญหาใน 3 ด้านใหญ่ตามหลัก 3 M ของไคเซน คือ
- Muda (มูดะ) คือ ความสูญเปล่า
- Mura (มูระ) คือ ความไม่สม่ำเสมอของการดำเนินงาน
- Muri (มูริ) คือ การทำสิ่งที่เกินกำลัง
โรงงานประกอบรถยนต์โตโยต้าเกตเวย์แห่งนี้ถือเป็นโรงงานตัวอย่างที่สำคัญ และเป็นสถานประกอบการที่มีความเป็นเลิศ ทั้งในด้านการเพิ่มผลผลิต คุณภาพ ความปลอดภัย การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและพลังงาน โลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทาน อุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต ความรับผิดชอบต่อสังคม เศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมสร้างสรรค์ที่เป็นประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมโดยรวมของประเทศ
กิจกรรมOn-site Visit ครั้งนี้นับเป็นการให้บริษัทน้องได้เห็นสถานการณ์จริงและเพื่อให้บริษัทน้องได้เห็นภาพมากยิ่งขึ้น โดยใช้หลัก Kaizen แก้ปัญหาประยุกต์ใช้กับโรงงานของตนได้ ถือเป็นการร่วมกันขับเคลื่อน “การเติบโตอย่างทั่วถึง” ภายใต้นโยบาย “Unlocking New Growth: ศักยภาพใหม่แห่งการเติบโต” ของหอการค้าไทย เพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรมตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
ในช่วงบ่ายจะเป็นกิจกรรม BB Business Academy เสริมสร้างองค์ความรู้ด้านStock management เพราะหากSMEs มีกระบวนการบริหารจัดการ ควบคุม และติดตามสินค้าคงคลังของธุรกิจอย่างมีระบบ จะส่งผลให้สินค้าเพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น และมีการดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง โดยมีคุณจิรวัฒน์ คงกล่ำ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ เป็นผู้บรรยายพิเศษ กล่าวคือ เทคนิคการจัดการสต็อกสินค้าอย่างไรให้ได้ประสิทธิภาพ แบ่งเป็น 4 ข้อง่ายๆดังนี้
- การจัดเรียงสินค้าคงเหลือ (Arrange stock by date) การจัดเรียงสินค้าถือว่าเป็นพื้นฐานในการขายสินค้า โดยการจัดสินค้าที่ดีที่สุด คือการจัดเรียงตามวันที่ของสินค้าที่เข้ามา หรือตามวันผลิต และวันหมดอายุ การจัดเรียงสินค้าสามารถนำไปใช้ได้ทั้งกรณีที่เปิดร้านค้าแบบมีหน้าร้าน หรือการขายออนไลน์ก็ได้
- ขายสินค้าที่เข้ามาก่อนออกไปก่อน การขายสินค้าที่เข้ามาก่อนออกไปก่อนเป็นวิธีการบริหารจัดการสินค้าคงเหลือที่ดีที่สุด การใช้วิธีการจัดการสินค้าแบบนี้จะช่วยลดการสูญเสียสินค้าประเภทที่มีอายุการใช้งาน และลดความเสื่อมถอยของสินค้าประเภทอุปกรณ์ต่างๆ
- จัดระเบียบเอกสารซื้อขายให้ถูกต้อง การจัดระเบียบเอกสารหลักฐานในการซื้อขายสามารถนำมาเป็นหลักฐานในการตรวจสอบสินค้าคงคลังได้เป็นอย่างดี เพราะภายในเอกสารมีข้อมูลสำคัญของสินค้าระบุไว้มากมาย อย่างเช่นชื่อของสินค้า ประเภทของสินค้า จำนวนของสินค้า ที่คุณสามารถนำมาเป็นข้อมูลในการตรวจสอบหาจำนวนสินค้าที่เหลืออยู่ได้อย่างแท้จริงว่ามีการจำหน่ายตรงกับใบเสร็จที่เก็บไว้หรือไม่ สินค้าได้หายไปจากสต็อกหรือเปล่า
- เช็คสต็อกสินค้าคงเหลือกับระบบบัญชีอยู่เสมอ ทำการตรวจสอบจำนวนสินค้าคงเหลือที่อยู่ในระบบบันทึกบัญชีอยู่เสมอว่ามีข้อมูลที่ตรงกับจำนวนสินค้าที่จัดเก็บในคลังของคุณหรือไม่ เพื่อลดปัญหาเรื่องสินค้าหายไปแม้ไม่มีการขาย และเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการสต็อกสินค้าเพราะคุณจะทราบถึงจำนวนของสินค้าที่มีอยู่ในระบบ หากสินค้าใดใกล้จะหมดสต็อกคุณก็สามารถทำการซื้อเข้ามาเติมเต็มได้ทันที หมดปัญหาสินค้าหมดสต็อกไม่มีจำหน่าย




























