เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา คุณธวัชชัย เศรษฐจินดา กรรมการเลขาธิการ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมเป็นวิทยากรบรรยาย หัวข้อ “ทิศทางโลก ทิศทางไทย" ภายใต้ โครงการหลักสูตรนักบริหารการงบประมาณระดับสูง (นงส.) รุ่นที่ 13 ณ โรงแรม Pullman Bangkok King Power รางน้ำ จัดโดยสำนักงบประมาณ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อให้ผู้บริหารส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ รวมทั้ง ภาคเอกชน ตระหนักในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณให้มีความคุ้มค่า โดยมีผู้เข้าร่วมรับฟังบรรยายของโครงการฯ จำนวนกว่า 165 ท่าน
ในการบรรยาย รศ.ดร.ธนวรรธน์ฯ ฉายภาพสำคัญโดยเฉพาะของบริบทเศรษฐกิจโลก ครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ
- การแนวโน้มขยายตัวของ GDP ประเทศไทยหลังผ่านวิกฤตเศรษฐกิจโลก ทั้งต้มยำกุ้ง 2540 Hamburger Crisis 2552 และ COVID-19
- ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและไทยซึ่งกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน
- Mega Trends สำคัญในปี 2569 เช่น ปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อรองรับ AI ความยั่งยืนและการปรับตัวต่อภูมิอากาศ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นแบรนด์ที่รู้สึกปลอดภัย ตลอดจน ภูมิรัฐศาสตร์และอำนาจทางเศรษฐกิจใหม่
- "Mega Changes" หรือการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในปัจจุบัน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการ สร้างบรรทัดฐานใหม่ที่ส่งผลต่อคนทั้งโลก
- ประเด็น "Mega Shifts" หรือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างระดับมหภาคที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และวิถีชีวิตทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง
- สถิติจำนวนนักท่องเที่ยวสะสมซึ่งเพิ่มขึ้นเมื่อช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา เนื่องจาก มาตรการ Ease of Traveling ของรัฐที่อำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่ประเทศไทย
- สถิติอัตราค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลต่างๆ ตลอดจน อัตราค่าพลังงานน้ำมัน รวมถึงทิศทางทางการเมือง ซึ่งเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ
และ คุณธวัชชัยฯ เน้นย้ำภาพรวมบริบทเศรษฐกิจไทย ซึ่งมีประเด็นสำคัญประกอบด้วย
- ความเชื่อมโยงของบทบาทหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ตลอดจน เครือข่ายฯโดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและลดความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน
- ปัจจัยที่มีผลต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจ อาทิ ความเสี่ยงจากภาษีการค้าและอัตราแลกเปลี่ยน, เศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวช้า, ภูมิรัฐศาสตร์ และ ปัญหาหนี้สาธารณะและหนี้ครัวเรือนสูง โดย ประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 ของ กกร.โดยคาดว่า GDP จะขยายตัวอยู่ที่ 1.6 - 2.0 %
- นำเสนอ 5 ปัญหาของประเทศไทย
- การพึ่งพาการส่งออกและท่องเที่ยวเป็นหลัก: มีสัดส่วนถึง 60-63% ดังนั้น หากเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวใดชะงักลง ก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยไปด้วย จึงต้องเร่งปรับวิธีการดำเนินธุรกิจ เน้น Spending แทนเน้น Volume เพียงอย่างเดียว
ปัจจุบันจึงมีแนวทาง Reinvent Thailand ซึ่งมุ่งสนับสนุน 6 Sectors ธุรกิจ ที่เป็นสารตั้งต้นสำคัญของเศรษฐกิจไทยและสอดคล้องกับ New s-Curve รวมทั้ง นำเสนอ 7 Pillars สำคัญของหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยที่ได้ผลักดันต่อภาครัฐซึ่งครอบคลุมกลไกการยกระดับเศรษฐกิจไทยอย่างรอบด้าน - ความเหลื่อมล้ำทางสังคม: ซึ่งเศรษฐกิจไทยนั้นเป็นการเติบโตแบบไม่ทั่วถึง รวมทั้งข้อมูลสถิติผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด หรือ GPP แสดงให้เห็นถึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นบางพื้นที่ของประเทศ
- ปัจจัยภายนอก-ภายใน / ประเด็นคอร์รัปชัน และการเมือง : สถานการณ์คอร์รัปชันของประเทศไทยที่ทวีความรุนแรงขึ้น ปัจจุบัน กกร.จึงได้ดำเนินแนวทาง Zero Corruption "กกร.และเพื่อนไม่ทน" พร้อมขยายเครือข่ายพันธมิตรทั้งรัฐและเอกชน ตลอดจน สถาบันภาควิชากรร่วมขับเคลื่อนกรอบการป้องกันการทุจริตหลักๆใน 6 ประการ อาทิ การปลูกฝังจิตสำนึก การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ และ แนวทางคุ้มครองผู้เปิดเผยข้อมูล เป็นต้น
- กฎหมายและระบบราชการ: ซึ่งมีขั้นตอนขออนุญาตและกฎระเบียบที่ซ้ำซ้อน ทำให้อันดับ IMD ปี 2568 ที่ผ่านมาของไทย มีอันดับตกลงถึง 5 อันดับปัจจุบันอยู่อันดับที่ 30 จาก 69 ประเทศ ซึ่ง หากไทยสามารถปรับปรุงกฎหมาย/ระเบียบที่มีอยู่ได้จำนวน 1,000 ฉบับ จะทำให้ GDP ประเทศไทยเพิ่มขึ้นได้ถึงประมาณ 1 แสนล้านบาท
- ปัญหาด้านคนและคุณภาพคน : OECD ได้เปิดเผยผลประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือ PISA ประจำปี 2022 พบว่า นักเรียนไทยมีคะแนนทักษะทั้ง 3 ด้าน ประกอบด้วย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และ การอ่าน ลดลงต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี เมื่อเทียบกับปี 2018 รวมทั้ง ประเทศไทยเข้าสู่การเป็น Aging Society ซึ่งจะประสบภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างสูง
- การพึ่งพาการส่งออกและท่องเที่ยวเป็นหลัก: มีสัดส่วนถึง 60-63% ดังนั้น หากเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวใดชะงักลง ก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยไปด้วย จึงต้องเร่งปรับวิธีการดำเนินธุรกิจ เน้น Spending แทนเน้น Volume เพียงอย่างเดียว
จากประเด็นปัญหาข้างต้น คุณธวัชชัยฯ ได้นำเสนอแนวทางเพื่อ Unlock & Transform ประเทศไทย ประกอบด้วย
Unlock 4 เรื่อง
1) ปลดล็อกกฎระเบียบล้าหลัง ปรับระบบราชการให้เป็น “Facilitator” มากกว่า “Regulator”
2) ปลดล็อกกำลังซื้อประชาชนและธุรกิจฐานราก เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ขายมากกว่าผู้ซื้อ
3) ปลดล็อกตลาดใหม่และโอกาสระหว่างประเทศ ผ่านการเร่งเจรจา FTA
4) ปลดล็อกคอร์รัปชันและความไม่โปร่งใส เดินหน้านโยบาย Zero Corruption
Transform 3 เรื่อง
1) Transform โครงสร้างเศรษฐกิจจากปริมาณสู่คุณค่า
2) Transform แรงงานและคนไทยสู่โลกใหม่ลงทุนในระบบ Upskill–Reskill เพื่อพัฒนาแรงงานคุณภาพ พร้อมเน้นย้ำการสร้างคนให้กับสังคม
3) Transform SMEs สู่ Digital & Global SMEs เพื่อช่วยผู้ประกอบการยกระดับกระบวนการผลิต การตลาด และมาตรฐาน ESG
โดยมุมมองและข้อเสนอจากการบรรยายในครั้งนี้ จะเป็นข้อมูลสำคัญของโครงการเพื่อประยุกต์ใช้ในการประกอบการการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบ ประมาณของรัฐและขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทยสู่ความยั่งยืน ต่อไป
เรียบเรียงโดย ส่วนงานโครงสร้างพื้นฐานและอำนวยความสะดวกธุรกิจ
หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย






























