ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้ร่วมเสวนาในหัวข้อ “พลิกวิกฤตความขัดแย้งโลกสู่ยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางอาหารและการเกษตรไทยในยุคดิจิทัล” ณ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งได้สะท้อนมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงของกติกาการค้าโลก ที่กำลังกดดันภาคเกษตรและอาหารของไทยอย่างรุนแรง
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ได้ฉายภาพให้เห็นถึงโอกาสและวิกฤตของประเทศไทยในฐานะครัวของโลก โดยเน้นย้ำว่าแม้ไทยจะมีทรัพยากรที่เปรียบเสมือน "เพชรในมือ" แต่หากปราศจากการวางโครงสร้างและการเจียระไนที่ดี เพชรเม็ดนี้อาจสูญเสียคุณค่าไปตามกาลเวลา ทั้งนี้ระยะยาวมีมุมมองว่า เกษตรและอาหารมีความสำคัญเหนือกว่าน้ำมัน เนื่องจากพลังงานมีสิ่งทดแทนได้หลากหลาย เช่น แก๊ส พลังงานปรมาณู ไฟฟ้า พลังงานสะอาด แต่อาหารเป็นสิ่งเดียวที่ไม่มีอะไรทดแทนได้ ประเทศไทยถือว่าโชคดีอย่างมหาศาลที่มีชัยภูมิและภูมิอากาศที่เอื้ออำนวยถือเป็นทรัพย์จากพื้นดิน จนประเทศไทยสามารถผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 มาได้โดยไม่ต้องนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคเหมือนหลายประเทศในโลก
ทั้งนี้หอการค้าไทยได้นำเสนอ 6 วาระแห่งชาติ ต่อรัฐบาล เพื่อวางรากฐานใหม่ให้กับประเทศ ประกอบด้วย 1) โครงสร้างการศึกษา เพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ 2) โครงสร้างเศรษฐกิจ ในภาพรวม 3) โครงสร้างและต้นทุนภาคการเกษตร ซึ่งเป็นหัวใจหลัก 4) โครงสร้างสังคม ที่ต้องสร้างระเบียบและความรับผิดชอบ 5) การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน และ 6) โครงสร้างแรงงาน โดยเฉพาะในภาคเกษตรที่กำลังเผชิญภาวะสังคมสูงวัย ขาดแคลนคนรุ่นใหม่ และต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวตามฤดูกาลซึ่งยังขาดการจัดการที่ยืดหยุ่น
ปัจจุบันโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) สู่ ภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geoeconomics) ที่ไร้ระเบียบ องค์กรระหว่างประเทศอย่าง WTO หรือ UN เริ่มมีบทบาทน้อยลง ขณะที่มหาอำนาจต่างเร่งสร้างความมั่นคงทางอาหารของตนเอง เช่น จีน ที่รุกหนักในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในแอฟริกาและอเมริกาใต้เพื่อแลกกับโควต้าอาหาร หรือ ญี่ปุ่น ที่เข้ามาถือหุ้นในบริษัทเกษตรทั่วโลกรวมถึงไทย เพื่อลดความเสี่ยงจากการนำเข้า
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับกฎกติกาสากลใหม่ด้านสิ่งแวดล้อม เช่น Carbon Credit, CBAM และ ESG รวมถึงความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลก (World Supply Chain) เช่น วิกฤตราคาปุ๋ยเคมีจากสงคราม ซึ่ง ดร.พจน์ เสนอว่าเราต้องเร่งรื้อฟื้นการผลิต ปุ๋ยอินทรีย์ ในระดับท้องถิ่นเพื่อเป็นแผนสำรอง
ดร.พจน์ เสนอแนวทางเกษตร 4 ข้อ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรม ได้แก่ 1) การทำโซนนิ่ง 2) การบริหารจัดการน้ำ 3) การบริหารพันธุ์และต้นทุน และ 4) การบริหารการตลาด โดยท่านมองว่าตัวหลักที่จะ เจียระไนเพชรนี้ไม่ใช่เกษตรกรเพียงลำพัง แต่ต้องเป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำในการปรับเปลี่ยน
การดำเนินงานเชิงรุกของหอการค้าไทย เพื่อแก้ไขปัญหาภาคเกษตรและอาหารอย่างเป็นรูปธรรมในภาวะสินค้าเกษตรล้นตลาด-ราคาตกต่ำ โดยได้จัดตั้ง ศูนย์ AFC (Agriculture and Food Coordination and Public Relations Center) ขึ้นเมื่อประมาณ 2 ปี เพื่อเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงระหว่างฝั่งอุปทาน และฝั่งอุปสงค์อย่างเป็นระบบ โดยดึงความร่วมมือจากหอการค้าจังหวัดทั่วประเทศ เกษตรจังหวัด กระทรวงต่างๆ และสมาคมการค้าที่เกี่ยวข้อง รวทั้งรวบรวมกลุ่มค้าปลีก ค้าส่ง ห้างสรรพสินค้า โรงแรม และตลาดสดทั่วประเทศ เพื่อช่วยระบายสินค้าที่กำลังจะล้นตลาด เคสที่ประสบความสำเร็จคือ การช่วยบริหารจัดการ ทุเรียน และ มังคุด ในช่วงที่ราคาตกต่ำหรือมีปัญหาด้านการกระจายสินค้า โดยการจัดทำตารางปฏิทินขายสินค้าเกษตร" เพื่อให้ห้างสรรพสินค้าช่วยกันกระจายสินค้าอย่างทั่วถึง เป็นต้น




























