SMART to Know: ทำอย่างไร เมื่อลูกจะ “วัดรอยเท้า”

SMEs - 11 ก.พ. 2568

แนวทางรับมือความตึงเครียดระหว่างรุ่นพ่อกับทายาทในธุรกิจครอบครัว เพื่อสร้างความเข้าใจ ลดความขัดแย้ง และวางรากฐานการสืบทอดที่ยั่งยืน

News Cover
News Cover

ทำอย่างไร เมื่อลูกจะ “วัดรอยเท้า”

หัวบทความ  SMART to know วัดรอยเท้า (14).jpg

 

ในช่วงที่ธุรกิจครอบครัวจะต้องเปลี่ยนผู้นำ มักจะเกิดสถานการณ์อย่างหนึ่งขึ้นระหว่างพ่อกับลูก ก็คือความรู้สึกแบบ “ทั้งรักทั้งชัง” เป็นอาการที่ใจหนึ่งก็อยากให้ลูกขึ้นมาสืบทอดกิจการ แต่อีกใจหนึ่งก็ยังหวั่นวิตกกับพฤติกรรมของลูก บางคนกังวลหนักกว่านั้นก็คือ กลัวว่าหากมอบอำนาจให้กับลูกหลานไปแล้ว ตัวเองที่เป็นพ่อแม่จะกลายเป็นอดีตไป กลัวจะถูกละเลย เพราะวิธีคิด วิธีดำเนินธุรกิจของลูก ช่างแตกต่างจากรุ่นของตน...จริงๆ แล้ว คนทั่วไปมักจะคิดว่า การแข่งขันน่าจะเกิดขึ้นระหว่างพี่น้องมากที่สุด แต่ที่คาดไม่ถึง และเป็นกรณีที่เกิดขึ้นจริง จากกรณีศึกษาของผู้เชี่ยวชาญธุรกิจครอบครัว ซึ่งพบว่า เกือบครึ่งหนึ่งในเอเชียกลับเป็นการแข่งขันกันระหว่าง “พ่อกับลูกชาย”

ที่มาของการแข่งขันโดยไม่รู้ตัว มาจากการที่ลูกชายเติบโตขึ้นและเข้ามามีส่วนร่วมในธุรกิจครอบครัว แล้วเริ่มตั้งคำถามถึงวิธีการดำเนินธุรกิจต่างต่างนานากับผู้ก่อตั้งธุรกิจ ผู้นำธุรกิจคนปัจจุบัน ซึ่งอาจเป็นพ่อแม่ของตนเอง (หรือหมายรวมถึงญาติผู้ใหญ่ เช่น ลุง อา ฯลฯ) ในแบบที่คนรุ่นนี้ก็ไม่เคยเจอมาก่อน ทำให้ความสัมพันธ์คนสองรุ่นนี้เป็นไปแบบ “ทั้งรักทั้งชัง” (Love-Hate Relationship) และอาจพาลทำให้ความรักที่พ่อแม่เคยให้กับลูกในวัยเด็กเปลี่ยนไป เมื่อมีความเป็นปรปักษ์เกิดขึ้น ผู้ก่อตั้งหรือพ่อแม่ก็จะเปลี่ยนไปเป็น “เจ้านายที่ไม่มีเหตุผล” โดยจะถือว่าลูกที่โตแล้ว คือ “ศัตรูในธุรกิจ” เลยทีเดียว ถือเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อและเป็นหนึ่งใน “อุบัติเหตุของธุรกิจครอบครัว” เลยทีเดียว

เรื่อง Toxic ของธุรกิจครอบครัว

เรื่อง Toxic ของธุรกิจครอบครัวจะเกิดขึ้นได้ง่าย หากว่ามี 2 องค์ประกอบนี้เข้ามาผสมโรง นั่นคือ
1)    การเลี้ยงดูแบบเปรียบเทียบ ซึ่งสร้างบรรยากาศของการแข่งขันกันเอง ทั้งในครอบครัวตนเองหรือระหว่างครอบครัว เช่น ใครเรียนเก่งกว่าใคร ใครทำงานอะไรได้ดีกว่าใคร เป็นต้น

2)    มีสมาชิกในธุรกิจครอบครัวมากกว่าหนึ่งคนเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ทายาท คู่สมรสอย่างเขย สะใภ้
จากนั้น ผู้ก่อตั้งธุรกิจครอบครัวหรือพ่อแม่เองก็อาจรู้สึกได้ถึงการแข่งขันโดยไม่รู้ตัว และทำให้รู้สึกไปได้ว่า ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือลูกนี่แหละที่กำลัง “วัดรอยเท้า” ตนเอง หรือพาลคิดว่าจะถอดตนออกจากตำแหน่ง

“ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ” เช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริง หรือคิดกันไปเอง ทำให้เกิดแรงเหวี่ยงในสองด้าน นั่นคือ

ผู้ก่อตั้งหรือพ่อแม่ จากการที่อำนาจที่เคยมีจะต้องถูกลดทอนไปให้ลูกหลาน นี่ก็ย่อมจะส่งผลให้ผู้ก่อตั้งหรือพ่อแม่กระทำการ ดังนี้

  • ไม่ยอมวางมือ หรือไม่ยอมเกษียณตามกำหนดการที่วางไว้ด้วย ซึ่งแน่นอนว่า นี่ย่อมจะกระทบกับการวางแผนสืบทอดกิจการของครอบครัว
  • ดึงอำนาจกลับจากทายาท เพื่อความมั่นใจว่า อำนาจที่มียังคงเดิม
  • ทำหน้าที่เป็น “ค้านยัน” หรือเป็น “ผู้ตรวจสอบ” ทายาทไม่ว่าจะเสนอความคิด หรือโครงการอะไรก็ตาม ทำให้ความสัมพันธ์ร้าวลึกลงมากกว่าเดิม
  • ทายาท (โดยเฉพาะลูกชาย) เมื่อเติบโตและเข้ามามีส่วนร่วมในธุรกิจครอบครัว แต่กลับเจอเรื่อง Toxic เช่นนี้ก็เกิดผลสะท้อน ดังนี้
  • ต้องการการยอมรับ เพราะรู้สึกว่า ตนเองโตแล้ว จึงไม่อยากให้พ่อแม่มองเป็น “ลูกแหง่” ซ้ำยังรู้สึกว่า ตนเองเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความเหนือกว่าด้วยซ้ำ
  • เมื่อรู้สึกว่า “เหนือกว่า” แล้วเหตุใดตนเองจึงต้องพึ่งพาพ่อแม่ ทั้งเรื่องรายได้ ตำแหน่ง การทำงาน การเลื่อนตำแหน่ง และสิทธิพิเศษอื่น ๆ สำหรับผู้บริหาร ฯลฯ
  • “ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ” จะเข้มข้นขึ้นในใจลูกกว่าเดิม หากว่าพ่อมีพฤติกรรมที่เอาแน่เอานอนไม่ได้
     
ทางออกของปัญหา “ทั้งรักทั้งชัง”

ความรู้สึกระหว่างพ่อกับลูกแบบ “ทั้งรักทั้งชัง” เป็นเรื่องที่พบได้บ่อย และก็มีที่รุนแรงจนกลายเป็นปรปักษ์กันนานหลายปี หรือบางกรณีก็ร้าวฉานกันนานแสนนาน อย่างไรก็ตาม กรณี “ความสัมพันธ์ทั้งรักทั้งชัง” นี้อาจจะคลี่คลายได้ด้วยวิธีการต่าง ๆ อาทิ

ผู้ก่อตั้งหรือพ่อแม่

  • ใช้เวลาพัฒนาตนเอง ให้มีความรู้ความสามารถตลอดเวลา เพื่อลดช่องว่างระหว่างตนเองกับทายาท และจะเป็นผลให้ไม่มีความรู้สึกว่า ตนเองถูก “วัดรอยเท้า” ด้วย แทนที่จะใช้เวลาที่มีไปกับการตรวจสอบความคิดหรือโครงการของทายาท ทำให้เกิดความบาดหมาง และไม่ไว้วางใจกันเปล่า ๆ
  • หากมีปัญหาที่หนักหนา การใช้ “คนกลาง” หรือ “คนกลางที่เป็นมืออาชีพ” เข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย หรือช่วยแก้ปัญหาก็ถือเป็นทางออกที่น่าสนใจ
  • ในการดำเนินกระบวนการเปลี่ยนผ่าน ผู้ก่อตั้ง หรือพ่อแม่ซึ่งเตรียมดำเนินกระบวนการเพื่อสืบทอดกิจการร่วมกับบุตรหลาน อาจต้องเปลี่ยนกรอบความคิดบางอย่าง และเปิดใจ ลด “อัตตา” หรือตัวตน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด และให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่ว่าใครจะอยู่ในสถานะใดก็ตาม เพื่อหลีกเลี่ยงความทรงจำที่เจ็บปวด จนถึงการปะทะกันด้วยอารมณ์รุนแรงจากการปฏิเสธและความโกรธ ฯลฯ
  • ผู้ก่อตั้ง หรือพ่อแม่ต้องเลี้ยงดูและปลูกฝังค่านิยมให้ทายาทมีความกตัญญู และให้เกียรติกับพ่อแม่ หรือผู้ที่มีอาวุโสมากกว่า รวมทั้งไม่สร้าง “การเลี้ยงดูแบบเปรียบเทียบ” ไม่ว่าจะเป็นในครอบครัวตนเองหรือระหว่างครอบครัว เช่น ใครเรียนเก่งกว่าใคร เป็นต้น เพื่อลดปัญหาการแก่งแย่งชิงดี ซึ่งจะสร้างความร้าวฉาน และสุดท้ายก็จะส่งผลสะท้อนกลับมาที่ครอบครัวของตนเองด้วย

ทายาท (โดยเฉพาะลูกชาย)

  • ต้องให้เกียรติ ให้ความเคารพ นับถือ “คุณค่า” ของผู้ก่อตั้งธุรกิจครอบครัว พ่อแม่ รวมทั้งผู้นำคนปัจจุบันที่ถือเป็น “รุ่นใหญ่” ที่มีคุณูปการกับธุรกิจ ทั้งในแง่การสร้างรากฐานของธุรกิจ ประสบการณ์ ตลอดจนเครือข่ายความสัมพันธ์ (Connection) ทั้งกับคู่ค้า ลูกค้า และคนรอบข้าง
  • ต้องไม่ทำตนเป็น “น้ำเต็มแก้ว” เพราะการที่จะขึ้นเป็นผู้นำที่ได้รับการยอมรับนั้น ต้องใช้ทั้ง “ศาสตร์และศิลป์” ดังนั้น ทายาทเองก็ต้องพิสูจน์ตนเองให้ได้ถึง “ภาวะผู้นำ” ของตนเองด้วยว่า มีคุณสมบัติ “ถึงพร้อม” ทั้งคุณสมบัติ ศักยภาพของตนเอง ศักยภาพของการทำงานเป็นทีมกับสมาชิกรุ่นใหญ่ในครอบครัว และพนักงาน ตลอดจนความพร้อมทางด้านความคิด และอารมณ์ความรู้สึก

การส่งไม้ต่อไปยังลูกหลาน คือความปรารถนาของคนรุ่นพ่อ เพราะกว่าที่จะปั้นธุรกิจของตนเองให้เติบโตนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย บางธุรกิจสาบสูญไปก็เพราะไม่มีคนมารับช่วงต่อ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย สำคัญไปกว่านั้น การมีทายาทขึ้นมาสืบทอดธุรกิจ ยังถือเป็นการรักษาคุณค่าที่ตนได้สร้างไว้ให้ดำรงคงอยู่ต่อไป แต่ด้วยวิธีคิด วิธีทำที่แตกต่างกัน ความไม่ลงรอยกันจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ บทสรุปของเรื่องนี้จึงอยู่ที่ความเข้าใจซึ่งกันและกัน ฟัง และหาจุดร่วมที่ดีที่สุด จึงจะเป็นความยั่งยืนของธุรกิจครอบครัว

ที่สำคัญ ทั้งสองฝ่ายต้องไม่ลืมว่า “ทุกคนคือครอบครัวเดียวกัน”


อ้างอิงเนื้อหาจาก https://www.famz.co.th/page/article_detail/?da_id=90

แท็ก:#SMEs#ธุรกิจ

คลังความรู้ธุรกิจ

ดูทั้งหมด

สิทธิประโยชน์

ดูเพิ่มเติม

พร้อมก้าวสู่ความสำเร็จทางธุรกิจไปกับเราหรือยัง?

สมัครสมาชิก